ลูกไม่สบาย รู้ได้อย่างไร
-รอการแก้ไข-
วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
0
วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551
0
มดลูกแม่…หลังคลอด
มดลูกแม่…หลังคลอด
โดยปกติแล้วมดลูกผู้หญิงเรามีรูปร่างขนาดเท่าชมพู่นี่เองค่ะ แต่ผู้หญิงท้องเจ้าลูกชมพู่จะขยายออกได้หลายร้อยเท่าเลยทีเดียว เรียกว่าขยายไปเท่ากับระยะเวลาของการอุ้มท้องนาน 9 เดือนนี่ล่ะค่ะแล้วเมื่อขยายนานแบบนี้ชมพู่ของเราจะยังขยายเท่าเดิมหรือเป็นอย่างไรต่อไปล่ะเนี่ย
คำตอบคือว่า ชมพู่จะกลับมามีขนาดเท่าเดิมที่มีศัพท์เรียกกันว่า “มดลูกเข้าอู่” นั่นเองค่ะโดยช่วงวันแรกหลังคลอด มดลูกที่เคยขยายใหญ่จะเริ่มหดรัดตัวมาอยู่ที่ระดับสะดือ หลังจากนั้นวันต่อไปมดลูกจะค่อยๆ ลดลงวันละประมาณ 1 ซม. โดยประมาณ จนถึงสัปดาห์ที่ 2 มดลูกจะลดขนาดลงมาอยู่ที่อุ้งเชิงกรานกลับเข้าอู่ทีเดิมนั่นเองค่ะ ถึงตอนนี้ให้คุณแม่ลองคลำที่หน้าท้องจะไม่พบมดลูกแล้วค่ะหลังจากนี้อีก 6 สัปดาห์มดลูกจะยังค่อยๆ ลดขนาดลงอีกจนเหลือเป็นชมพู่ไซส์เดิมเหมือนตอนที่ไม่ตั้งครรภ์นั่นเอง
Concern
เรื่องขนาดของมดลูกที่ไม่ลดลงนี่เป็นปัญหาหลังคลอดอย่างหนึ่งที่คุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตค่ะยิ่งถ้ามีอาการผิดปกติอื่นดังนี้ร่วมอยู่ด้วย ควรรีบพบแพทย์โดยด่วนนะคะ
น้ำคาวปลาไหลไม่หยุด
น้ำคาวปลา คือ เซลล์ที่หลุดออกจากผนังโพรงมดลูก จะมีส่วนผสมระหว่างเลือดและน้ำ หลังคลอดคุณแม่จะมีเลือดออกทางช่องคลอด นั่นล่ะค่ะน้ำคาวปลา ซึ่งจะมีสีแดง (คล้ายกับสีของน้ำที่ล้างปลาสดๆ) ช่วงวันแรกหลังคลอดน้ำคาวปลาจะมีปริมาณเยอะแต่จะค่อยๆ ลดลงจนกลายเป็นสีน้ำตาลจางๆ ภายใน 3 สัปดาห์โดยประมาณ
แต่หากน้ำคาวปลามีมากผิดปกติ บวกกับมีกลิ่นเหม็นเน่าและไหลออกมาเป็นเลือดสดๆ ต้องรีบไปพบคุณหมอค่ะ เพราะนั่นหมายถึงการตกเลือด
ปวดท้องเหมือนปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงและมีอาการตกเลือดหลังคลอด
โดยปกติช่วง 2-3 วันแรกคุณแม่จะมีอาการเหมือนปวดท้องประจำเดือน อย่าเพิ่งตกใจค่ะ แสดงว่ามดลูกกำลังหดรัดตัวอย่างรุนแรง แต่หากมดลูกมีการหดรัดอย่างพอดีก็ไม่เกิดปัญหาค่ะ แต่หากรุนแรงอาจจะทำให้แม่เกิดอาการตกเลือดหลังคลอดได้
ดังนั้นคุณแม่ต้องสังเกตด้วยตัวเองค่ะว่า ช่วงสัปดาห์แรกนี้หากมดลูกไม่มีวี่แววว่าจะลดลงเลยแถมยังมีอาการเลือดออกจากช่องคลอดอย่างต่อเนื่อต้องรีบกลับไปพบคุณหมอแล้วนะคะ
ปวดเสียวท้องน้อย
คุณแม่บางคนเอ็นยึดมดลูกอาจจะหย่อนยานมากหลังคลอดลูก ทำให้เกิดอาการปวดเสียวท้องน้อยเกิดจากการที่มดลูกหลวม ซึ่งเมื่อตรวจร่างกายแล้วคุณหมออาจจะไม่พบอาการผิดปกติ แต่ก็สามารถวินิจฉัยได้ ซึ่งส่วนใหญ่หากอาการไม่รุนแรงก็ไม่ต้องทำการรักษา แต่กรณีที่ปวดท้องรุนแรงมากอาจจะรักษาด้วยการเย็บเอ็นยึดมดลูกให้ตึงขึ้นหรืออาจจะตัดมดลูกทิ้งเลยค่ะ แล้วแต่การวินิจฉัยของคุณหมอค่ะ
มีไข้ ปวดท้องมาก
อาจจะเกิดจากการติดเชื้อระหว่างการทำคลอดซึ่งปัจจุบันพบน้อยค่ะ เพราะขั้นตอนการทำคลอดสะอาดและปลอดภัยมากแล้ว
Notice
มดลูกหลังคลอดธรรมชาติ
ธรรมชาติได้มอบสิ่งพิเศษที่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างแม่และลูกค่ะ คือขณะที่ลูกดื่มนมร่างกายคุณแม่จะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า Oxytocin ซึ่งจะช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น หากลองสังเกตตัวเองจะพบว่าขณะลูกกินนมแม่จะรู้สึกว่ามดลูกบีบตัวแรงขึ้นด้วย
หมั่นสำรวจและสังเกตมดลูกว่า มีขนาดลดลงหรือไม่ลอยตัวสูงหรือลดต่ำลงเกินไป ซึ่งมดลูกปกติควรจะอยู่ในระดับอุ้งเชิงกราน หากคลำไม่พบมดลูกแล้วนั่นแสดงว่าปกติแต่หากสังเกตว่ามีอาการปวดท้องและมีเลือดไหลจากช่องคลอดไม่หยุดต้องรีบพบคุณหมอค่ะ
ควรนอนพักให้มากๆ อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวร่างกายหนักๆ เช่น การออกกำลังกาย แต่การทำกิจวัตรส่วนตัวตลอดจนให้นมลูกสามารถให้ได้ตามปกติค่ะ
มดลูกหลังผ่าคลอด
ช่วงนี้คุณแม่จะรู้สึกว่ามดลูกที่อยู่ในท้องน้อยจะบีบรัดตัวแข็งเกร็ง เป็นสัญญาณที่ดีค่ะ เพราะยิ่งบีบยิ่งเจ็บ เพราะหมายถึงว่าถ้ามดลูกยิ่งบีบตัวแข็งเท่าไหร่ก็แสดงว่าเลือดจะออกน้อยลง เรียกว่าความเสี่ยงการตกเลือด (ที่เป็นเรื่องน่ากังวลมากที่สุดสำหรับแม่ผ่าคลอด) ก็ลดน้อยลง
ภายใน 14 วันมดลูกจะหดเล็กลงหายเข้าไปในอุ้งเชิงกรานเป็นปกติ เรียกว่าคลำหาไม่เจอแล้วล่ะ
น้ำคาวปลาจะออกน้อยกว่าและหมดประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะในขณะคลอดคุณหมอจะใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดในโพรงมดลูกจนสะอาด จึงหมดเร็วกว่าคุณแม่ที่คลอดธรรมชาตินะคะ
ที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องแผลเย็บค่ะ ต้องใช้ระยะฟื้นตัวนานกว่า ต้องรอจนกว่าแผลที่ผ่าจะสมานกันดีประมาณ 1 เดือนค่ะ
อยู่ไฟเกี่ยวอย่างไรกับมดลูก
คุณแม่ที่คลอดธรรมชาติสามารถอยู่ไฟได้ทันทีเมื่อหลังคลอดวันที่ 7 ค่ะ ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดต้องให้ 1 เดือนหลังคลอดจึงจะอยู่ไฟได้ค่ะ การอยู่ไฟมีประโยชน์ตรงที่ช่วยปรับสภาพร่างกายของคุณแม่ให้กลับเข้าสู่สมดุลเร็วขึ้น ทั้งช่วยให้มดลูกแห้งเร็ว ขับน้ำคาวปลา และกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือดซึ่งส่งผลดีต่อผิวพรรณ แถมยังบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการตั้งครรภ์มาตลอด 9 เดือนหากคุณแม่มีเวลาก็ไม่น่าปฏิเสธวิธีแบบไทยๆ นะค่ะ
ที่มา..นิตยสารดวงใจพ่อแม่
โดยปกติแล้วมดลูกผู้หญิงเรามีรูปร่างขนาดเท่าชมพู่นี่เองค่ะ แต่ผู้หญิงท้องเจ้าลูกชมพู่จะขยายออกได้หลายร้อยเท่าเลยทีเดียว เรียกว่าขยายไปเท่ากับระยะเวลาของการอุ้มท้องนาน 9 เดือนนี่ล่ะค่ะแล้วเมื่อขยายนานแบบนี้ชมพู่ของเราจะยังขยายเท่าเดิมหรือเป็นอย่างไรต่อไปล่ะเนี่ย
คำตอบคือว่า ชมพู่จะกลับมามีขนาดเท่าเดิมที่มีศัพท์เรียกกันว่า “มดลูกเข้าอู่” นั่นเองค่ะโดยช่วงวันแรกหลังคลอด มดลูกที่เคยขยายใหญ่จะเริ่มหดรัดตัวมาอยู่ที่ระดับสะดือ หลังจากนั้นวันต่อไปมดลูกจะค่อยๆ ลดลงวันละประมาณ 1 ซม. โดยประมาณ จนถึงสัปดาห์ที่ 2 มดลูกจะลดขนาดลงมาอยู่ที่อุ้งเชิงกรานกลับเข้าอู่ทีเดิมนั่นเองค่ะ ถึงตอนนี้ให้คุณแม่ลองคลำที่หน้าท้องจะไม่พบมดลูกแล้วค่ะหลังจากนี้อีก 6 สัปดาห์มดลูกจะยังค่อยๆ ลดขนาดลงอีกจนเหลือเป็นชมพู่ไซส์เดิมเหมือนตอนที่ไม่ตั้งครรภ์นั่นเอง
Concern
เรื่องขนาดของมดลูกที่ไม่ลดลงนี่เป็นปัญหาหลังคลอดอย่างหนึ่งที่คุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตค่ะยิ่งถ้ามีอาการผิดปกติอื่นดังนี้ร่วมอยู่ด้วย ควรรีบพบแพทย์โดยด่วนนะคะ
น้ำคาวปลาไหลไม่หยุด
น้ำคาวปลา คือ เซลล์ที่หลุดออกจากผนังโพรงมดลูก จะมีส่วนผสมระหว่างเลือดและน้ำ หลังคลอดคุณแม่จะมีเลือดออกทางช่องคลอด นั่นล่ะค่ะน้ำคาวปลา ซึ่งจะมีสีแดง (คล้ายกับสีของน้ำที่ล้างปลาสดๆ) ช่วงวันแรกหลังคลอดน้ำคาวปลาจะมีปริมาณเยอะแต่จะค่อยๆ ลดลงจนกลายเป็นสีน้ำตาลจางๆ ภายใน 3 สัปดาห์โดยประมาณ
แต่หากน้ำคาวปลามีมากผิดปกติ บวกกับมีกลิ่นเหม็นเน่าและไหลออกมาเป็นเลือดสดๆ ต้องรีบไปพบคุณหมอค่ะ เพราะนั่นหมายถึงการตกเลือด
ปวดท้องเหมือนปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงและมีอาการตกเลือดหลังคลอด
โดยปกติช่วง 2-3 วันแรกคุณแม่จะมีอาการเหมือนปวดท้องประจำเดือน อย่าเพิ่งตกใจค่ะ แสดงว่ามดลูกกำลังหดรัดตัวอย่างรุนแรง แต่หากมดลูกมีการหดรัดอย่างพอดีก็ไม่เกิดปัญหาค่ะ แต่หากรุนแรงอาจจะทำให้แม่เกิดอาการตกเลือดหลังคลอดได้
ดังนั้นคุณแม่ต้องสังเกตด้วยตัวเองค่ะว่า ช่วงสัปดาห์แรกนี้หากมดลูกไม่มีวี่แววว่าจะลดลงเลยแถมยังมีอาการเลือดออกจากช่องคลอดอย่างต่อเนื่อต้องรีบกลับไปพบคุณหมอแล้วนะคะ
ปวดเสียวท้องน้อย
คุณแม่บางคนเอ็นยึดมดลูกอาจจะหย่อนยานมากหลังคลอดลูก ทำให้เกิดอาการปวดเสียวท้องน้อยเกิดจากการที่มดลูกหลวม ซึ่งเมื่อตรวจร่างกายแล้วคุณหมออาจจะไม่พบอาการผิดปกติ แต่ก็สามารถวินิจฉัยได้ ซึ่งส่วนใหญ่หากอาการไม่รุนแรงก็ไม่ต้องทำการรักษา แต่กรณีที่ปวดท้องรุนแรงมากอาจจะรักษาด้วยการเย็บเอ็นยึดมดลูกให้ตึงขึ้นหรืออาจจะตัดมดลูกทิ้งเลยค่ะ แล้วแต่การวินิจฉัยของคุณหมอค่ะ
มีไข้ ปวดท้องมาก
อาจจะเกิดจากการติดเชื้อระหว่างการทำคลอดซึ่งปัจจุบันพบน้อยค่ะ เพราะขั้นตอนการทำคลอดสะอาดและปลอดภัยมากแล้ว
Notice
มดลูกหลังคลอดธรรมชาติ
ธรรมชาติได้มอบสิ่งพิเศษที่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างแม่และลูกค่ะ คือขณะที่ลูกดื่มนมร่างกายคุณแม่จะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า Oxytocin ซึ่งจะช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น หากลองสังเกตตัวเองจะพบว่าขณะลูกกินนมแม่จะรู้สึกว่ามดลูกบีบตัวแรงขึ้นด้วย
หมั่นสำรวจและสังเกตมดลูกว่า มีขนาดลดลงหรือไม่ลอยตัวสูงหรือลดต่ำลงเกินไป ซึ่งมดลูกปกติควรจะอยู่ในระดับอุ้งเชิงกราน หากคลำไม่พบมดลูกแล้วนั่นแสดงว่าปกติแต่หากสังเกตว่ามีอาการปวดท้องและมีเลือดไหลจากช่องคลอดไม่หยุดต้องรีบพบคุณหมอค่ะ
ควรนอนพักให้มากๆ อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวร่างกายหนักๆ เช่น การออกกำลังกาย แต่การทำกิจวัตรส่วนตัวตลอดจนให้นมลูกสามารถให้ได้ตามปกติค่ะ
มดลูกหลังผ่าคลอด
ช่วงนี้คุณแม่จะรู้สึกว่ามดลูกที่อยู่ในท้องน้อยจะบีบรัดตัวแข็งเกร็ง เป็นสัญญาณที่ดีค่ะ เพราะยิ่งบีบยิ่งเจ็บ เพราะหมายถึงว่าถ้ามดลูกยิ่งบีบตัวแข็งเท่าไหร่ก็แสดงว่าเลือดจะออกน้อยลง เรียกว่าความเสี่ยงการตกเลือด (ที่เป็นเรื่องน่ากังวลมากที่สุดสำหรับแม่ผ่าคลอด) ก็ลดน้อยลง
ภายใน 14 วันมดลูกจะหดเล็กลงหายเข้าไปในอุ้งเชิงกรานเป็นปกติ เรียกว่าคลำหาไม่เจอแล้วล่ะ
น้ำคาวปลาจะออกน้อยกว่าและหมดประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะในขณะคลอดคุณหมอจะใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดในโพรงมดลูกจนสะอาด จึงหมดเร็วกว่าคุณแม่ที่คลอดธรรมชาตินะคะ
ที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องแผลเย็บค่ะ ต้องใช้ระยะฟื้นตัวนานกว่า ต้องรอจนกว่าแผลที่ผ่าจะสมานกันดีประมาณ 1 เดือนค่ะ
อยู่ไฟเกี่ยวอย่างไรกับมดลูก
คุณแม่ที่คลอดธรรมชาติสามารถอยู่ไฟได้ทันทีเมื่อหลังคลอดวันที่ 7 ค่ะ ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดต้องให้ 1 เดือนหลังคลอดจึงจะอยู่ไฟได้ค่ะ การอยู่ไฟมีประโยชน์ตรงที่ช่วยปรับสภาพร่างกายของคุณแม่ให้กลับเข้าสู่สมดุลเร็วขึ้น ทั้งช่วยให้มดลูกแห้งเร็ว ขับน้ำคาวปลา และกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือดซึ่งส่งผลดีต่อผิวพรรณ แถมยังบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการตั้งครรภ์มาตลอด 9 เดือนหากคุณแม่มีเวลาก็ไม่น่าปฏิเสธวิธีแบบไทยๆ นะค่ะ
ที่มา..นิตยสารดวงใจพ่อแม่
หลังคลอด...จำเป็นต้องอยู่ไฟไหม
หลังคลอด...จำเป็นต้องอยู่ไฟไหม
โดยทั่วไปการอยู่ไฟในสมัยก่อนจะให้หญิงนอนบนแคร่แคบๆ หรือนอนบนกระดานไม้แผ่นเดียว ภายในห้องนอนจะสุมไฟหรือเอาเตาไฟร้อนๆไปวางไว้ อาหารก็จะกินแต่ข้าวกับเกลือหรือปลาเค็ม
เรื่องนี้จะว่าไปต้องนับเป็นความชาญฉลาดของคนยุคก่อนนะคะ เพราะในสมัยก่อนคลอดแล้วไม่มีการเย็บฝีเย็บ ไม่มีการรับประทานยาฆ่าเชื้อ(เพราะยังไม่มี) การนอนบนไม้กระดานหรือแคร่แคบๆทำให้ต้องนอนหนีบขาไว้เพื่อกันไม่ให้ตกเตียง ซึ่งช่วยให้แผลฝีเย็บติดกันเร็วขึ้น การอยู่ไฟซึ่งในห้องมีอุณหภูมิสูงก็ช่วยยับยั้งเชื้อโรค ช่วยป้องกันแผลไม่ให้ติดเชื้อหรืออักเสบได้
เมื่ออยู่ไฟเสียเหงื่อไปมาก การกินเกลือและปลาเค็มก็จะเป็นการชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับเหงี่อ เห็นไหมคะคนสมัยก่อนมีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและภูมิปัญญาที่น่าทึ่งขนาดไหน
สำหรับชาวจีนก็จะมีข้อห้ามที่หนักหน่วงมากขึ้นในช่วงอยู่เดือน เช่น ห้ามอาบน้ำสระผมตลอดเดือนแรกหลังคลอด ให้เอาผ้าเช็ดตัวก็พอแล้ว และให้กินยาดองเหล้า หรืออาหารที่ผัดใส่เหล้า
ทั้งนี้เพราะคุณแม่หลังคลอดต้องเสียเลือดจากการคลอดเป็นจำนวนมาก ทำให้ซีดเซียว ขณะที่ประเทศจีนอากาศหนาวเย็นมาก ถ้าอาบน้ำสระผมกันตามปกติเห็นทีจะต้องจับไข้ ปอดบวมเป็นแน่ และเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นยิ่งขึ้นก็เลยให้กินยาดองหรืออาหารที่ผัดใส่เหล้า เลือดลมจะได้สูบฉีดดียิ่งขึ้นเพื่อสู้กับความหนาวเย็นได้
แล้วลองมาดูอากาศของไทยเราสิคะ มีแต่หน้าร้อนกับหน้าร้อนมาก และการคลอดในปัจจุบันก็จะมีการเย็บแผลให้รับประทานยาฆ่าเชื้ออยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปอยู่ไฟให้ร้อนยิ่งขึ้น
สำหรับยาดองเหล้าตามตำรับไทย หรืออาหารบำรุงผัดใส่เหล้าตามตำรับจีน หากแม่หลังคลอดรับประทานเข้าไปก็จะทำให้เหล้าผ่านมากับน้ำนม ทำให้ลูกได้รับเหล้าจากนมแม่เข้าไปด้วย แม้ว่าจะทำให้ลูกเลี้ยงง่ายเมาหลับสบายตั้งแต่แรกเกิด แต่ก็ทำให้สมองลูกมีพัฒนาการช้าไปด้วย และตับของเด็กอ่อนยังไม่แข็งแรง หากได้รับแอลกอฮอล์ในปริมาณสูงมาก ก็อาจจะทำลายตับ ทำให้ไม่สามารถสร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดได้ตามปกติ จนอาจมีเลือดออกภานในอวัยวะต่างๆ ทำให้เสียชีวิตได้
นอกจากนี้คุณแม่บางท่านอาจจะได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ว่าหลังคลอดห้ามกินน้ำแข็งและดื่มน้ำเย็น ให้ดื่มแต่น้ำอุ่น ให้อยู่กระโจมอบไอน้ำ
แพทย์สมัยใหม่เองนอกจากจะแนะนำให้แม่หลังคลอดรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว ก็มักแนะนำให้ดื่มน้ำก่อนและหลังให้นมลูก เพื่อช่วยในการสร้างน้ำนม ยิ่งเป็นน้ำอุ่นก็ยิ่งดีค่ะเพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ช่วยทำให้น้ำนมแม่ไหลสะดวก ส่วนน้ำเย็นก็ไว้ดื่มช่วงที่จะอดนมลูกเพื่อให้การสร้างน้ำนมลดลง
การอยู่กระโจมอบไอน้ำก็ช่วยให้คุณแม่หลังคลอดรู้สึกเบาสบายตัว ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้แผลฝีเย็บแฉะหรือติดเชื้อนะคะ เพราะปกติหลังคลอดจะมีน้ำคาวปลาออกมาอยู่ตลอดเวลาแผลก็แฉะอยู่แล้ว และการที่แผลจะติดเชื้อหรือไม่ สำคัญอยู่ที่การทำความสะอาดหลังขับถ่ายมากกว่าค่ะ
แต่ที่ต้องระวังในการอบไอน้ำหลังคลอดใหม่ๆคือไม่ควรนานเกินกว่า 10 นาที เพราะช่วงหลังคลอดใหม่ๆ ร่างกายยังอ่อนเพลีย วิงเวียนจากการที่ร่างกายเสียเลือดไป การอบไอน้ำทำให้เลือดไปที่บริเวณส่วนปลายของร่างกาย(สังเกตว่าปลายมือปลายเท้าจะแดง) และไปเลี้ยงอวัยวะภายใน รวมทั้งไปที่สมองและหัวใจลดลง หากอบไอน้ำนานเกินไปจึงอาจทำให้หน้ามืดเป็นลมได้ค่ะ
เชื่อโบราณไม่บานบุรีแน่ค่ะ ถ้าเราเลือกโดยพิจารณาจากเหตุผล และปรับใช้ให้เหมาะกับปัจจัยแวดล้อมของยุคสมัย
ที่มา ชีวจิต
โดยทั่วไปการอยู่ไฟในสมัยก่อนจะให้หญิงนอนบนแคร่แคบๆ หรือนอนบนกระดานไม้แผ่นเดียว ภายในห้องนอนจะสุมไฟหรือเอาเตาไฟร้อนๆไปวางไว้ อาหารก็จะกินแต่ข้าวกับเกลือหรือปลาเค็ม
เรื่องนี้จะว่าไปต้องนับเป็นความชาญฉลาดของคนยุคก่อนนะคะ เพราะในสมัยก่อนคลอดแล้วไม่มีการเย็บฝีเย็บ ไม่มีการรับประทานยาฆ่าเชื้อ(เพราะยังไม่มี) การนอนบนไม้กระดานหรือแคร่แคบๆทำให้ต้องนอนหนีบขาไว้เพื่อกันไม่ให้ตกเตียง ซึ่งช่วยให้แผลฝีเย็บติดกันเร็วขึ้น การอยู่ไฟซึ่งในห้องมีอุณหภูมิสูงก็ช่วยยับยั้งเชื้อโรค ช่วยป้องกันแผลไม่ให้ติดเชื้อหรืออักเสบได้
เมื่ออยู่ไฟเสียเหงื่อไปมาก การกินเกลือและปลาเค็มก็จะเป็นการชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับเหงี่อ เห็นไหมคะคนสมัยก่อนมีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและภูมิปัญญาที่น่าทึ่งขนาดไหน
สำหรับชาวจีนก็จะมีข้อห้ามที่หนักหน่วงมากขึ้นในช่วงอยู่เดือน เช่น ห้ามอาบน้ำสระผมตลอดเดือนแรกหลังคลอด ให้เอาผ้าเช็ดตัวก็พอแล้ว และให้กินยาดองเหล้า หรืออาหารที่ผัดใส่เหล้า
ทั้งนี้เพราะคุณแม่หลังคลอดต้องเสียเลือดจากการคลอดเป็นจำนวนมาก ทำให้ซีดเซียว ขณะที่ประเทศจีนอากาศหนาวเย็นมาก ถ้าอาบน้ำสระผมกันตามปกติเห็นทีจะต้องจับไข้ ปอดบวมเป็นแน่ และเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นยิ่งขึ้นก็เลยให้กินยาดองหรืออาหารที่ผัดใส่เหล้า เลือดลมจะได้สูบฉีดดียิ่งขึ้นเพื่อสู้กับความหนาวเย็นได้
แล้วลองมาดูอากาศของไทยเราสิคะ มีแต่หน้าร้อนกับหน้าร้อนมาก และการคลอดในปัจจุบันก็จะมีการเย็บแผลให้รับประทานยาฆ่าเชื้ออยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปอยู่ไฟให้ร้อนยิ่งขึ้น
สำหรับยาดองเหล้าตามตำรับไทย หรืออาหารบำรุงผัดใส่เหล้าตามตำรับจีน หากแม่หลังคลอดรับประทานเข้าไปก็จะทำให้เหล้าผ่านมากับน้ำนม ทำให้ลูกได้รับเหล้าจากนมแม่เข้าไปด้วย แม้ว่าจะทำให้ลูกเลี้ยงง่ายเมาหลับสบายตั้งแต่แรกเกิด แต่ก็ทำให้สมองลูกมีพัฒนาการช้าไปด้วย และตับของเด็กอ่อนยังไม่แข็งแรง หากได้รับแอลกอฮอล์ในปริมาณสูงมาก ก็อาจจะทำลายตับ ทำให้ไม่สามารถสร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดได้ตามปกติ จนอาจมีเลือดออกภานในอวัยวะต่างๆ ทำให้เสียชีวิตได้
นอกจากนี้คุณแม่บางท่านอาจจะได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ว่าหลังคลอดห้ามกินน้ำแข็งและดื่มน้ำเย็น ให้ดื่มแต่น้ำอุ่น ให้อยู่กระโจมอบไอน้ำ
แพทย์สมัยใหม่เองนอกจากจะแนะนำให้แม่หลังคลอดรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว ก็มักแนะนำให้ดื่มน้ำก่อนและหลังให้นมลูก เพื่อช่วยในการสร้างน้ำนม ยิ่งเป็นน้ำอุ่นก็ยิ่งดีค่ะเพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ช่วยทำให้น้ำนมแม่ไหลสะดวก ส่วนน้ำเย็นก็ไว้ดื่มช่วงที่จะอดนมลูกเพื่อให้การสร้างน้ำนมลดลง
การอยู่กระโจมอบไอน้ำก็ช่วยให้คุณแม่หลังคลอดรู้สึกเบาสบายตัว ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้แผลฝีเย็บแฉะหรือติดเชื้อนะคะ เพราะปกติหลังคลอดจะมีน้ำคาวปลาออกมาอยู่ตลอดเวลาแผลก็แฉะอยู่แล้ว และการที่แผลจะติดเชื้อหรือไม่ สำคัญอยู่ที่การทำความสะอาดหลังขับถ่ายมากกว่าค่ะ
แต่ที่ต้องระวังในการอบไอน้ำหลังคลอดใหม่ๆคือไม่ควรนานเกินกว่า 10 นาที เพราะช่วงหลังคลอดใหม่ๆ ร่างกายยังอ่อนเพลีย วิงเวียนจากการที่ร่างกายเสียเลือดไป การอบไอน้ำทำให้เลือดไปที่บริเวณส่วนปลายของร่างกาย(สังเกตว่าปลายมือปลายเท้าจะแดง) และไปเลี้ยงอวัยวะภายใน รวมทั้งไปที่สมองและหัวใจลดลง หากอบไอน้ำนานเกินไปจึงอาจทำให้หน้ามืดเป็นลมได้ค่ะ
เชื่อโบราณไม่บานบุรีแน่ค่ะ ถ้าเราเลือกโดยพิจารณาจากเหตุผล และปรับใช้ให้เหมาะกับปัจจัยแวดล้อมของยุคสมัย
ที่มา ชีวจิต
ป้ายกำกับ:
หลังคลอด

คุยเฟื่อง 13 เรื่องหลังคลอด
เราจะมาคุยกันถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับคุณแม่มือใหม่ในช่วงหกอาทิตย์แรกหลังคลอด จะได้เตรียมตัวรับมือก่อนล่วงหน้าได้
1. ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี คือ กุญแจสำคัญในการให้นมแม่ได้สำเร็จ วันแรกๆ ทารกยังไม่ได้ต้องการอาหารอะไรมากมาย เพราะยังมีอาหารสะสมจากในท้องแม่ ไม่ต้องกังวลว่าน้ำนมจะไม่พอให้จะกางเกินกว่าความจำเป็นได้จ้า…
2. น้ำคาวปลา (Lochia) การให้นมแม่แก่ลูกจะทำให้ร่างกายหลังสารอ็อกซิโทซิน ซึ่งจะลดปริมาณน้ำคาวปลาและช่วยให้มดลูกหดรัดตัวเร็วขึ้น น้ำคาวปลาจะเป็นสีคล้ำในวันที่ 4 และลดปริมาณลงเรื่อยๆ และไม่ควรมีกลิ่นผิดปกติจากประจำเดือนธรรมดา หากมีอาการผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์
3. มดลูกหดรัดตัว คุณอาจจะรู้สึกว่ามดลูกในระหว่างการให้นม ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ จะรู้สึกมากในอาทิตย์แรก และจะค่อยๆ ดีขึ้นในตามลำดับ
4. รู้สึกคัดหน้าอก เนื่องจากเริ่มมีการผลิตน้ำนมในช่วงนี้ ถือเป็นระยะที่คุณและลูกกำลังพยายามที่จะจัดระบบการให้นมลูกอยู่ ถ้าคุณแม่กลัวเจ็บและหยุดให้นมลูก ก็จะทำให้หน้าอกยิ่งคัดเพิ่มขึ้นค่ะ บางครั้งลูกจะหงุดหงิดเมื่อดูดนมจากหน้าอกที่คัด เพราะอมลานนมไม่สะดวก ในกรณีเช่นนี้ ให้บีบน้ำนมออกก่อนเพื่อลดอาการคัด แล้วจึงให้ลูกดูดนมค่ะ
5. เจ็บหัวนม อย่าลืมว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังวางรากฐานของการให้นมแม่อยู่ เพราะฉะนั้น พยายามให้นมลูกสองเต้าทุกครั้งที่ให้นม อาจจะสลับข้างล่ะ 5 นาที ในช่วงแรกๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลานานจนถึงข้างละ 15 นาที แล้วจึงเริ่มการให้นมด้านใดด้านหนึ่ง การกระทำเช่นนี้จะช่วยให้หัวนมทนการดูดของลูกได้ดีขึ้น สำหรับกรณีหัวนมแตก ให้เริ่มให้นมข้างที่ไม่เจ็บก่อน เพราะช่วงแรกลูกจะดูดแรงเนื่องจากความหิวแล้งจึงสลับไปให้ด้านที่เจ็บในภายหลังแต่ขอให้จัดท่าให้ถูกต้องเพื่อช่วยลดอาการเจ็บ
6. หัวนมที่แตก มีวิธีดูแลแบบง่ายๆ และแสนจะเป็นธรรมชาติและได้ผลดี คือการบีบน้ำนมแม่นี้แหละค่ะ ทาไว้รอบๆ หัวนมแล้วผึ่งให้แห้ง ไม่ควรปิดไว้ให้อับเพราะจะทำให้หายช้า ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารจากปิโตรเลียม หรือวาสลิน เวลาอาบน้ำ ล้างด้วยน้ำธรรมดาไม่ต้องล้างด้วยสบู่เพราะจะทำให้หัวนมที่แห้งยิ่งแตกกันไปใหญ่
7. รับประทานอาหาร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นประมาณ 500 แคลอรีในกรณีที่น้ำหนักตัวปกติ ถ้าคุณน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ ก็อาจจะต้องเพิ่มจำนวนแคลอรี พยายามเพิ่มสารอาหารจำพวกโปรตีนและแคลเซียม เพราะมีความจำเป็นต่อการผลิตน้ำนม ดื่มน้ำประมาณ 8-10 แก้ว รวมทั้งน้ำซุป นม และนำผลไม้
8. ลูกมีแก๊ส เนื่องจากช่วงแรกระบบย่อยของเด็กยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ จึงมีแก๊สอยู่เสมอ บางคนอาจจะเข้าใจว่าลูกเป็นโคลิก พยายามสังเกตอาหารที่คุณรับประทานว่าทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายท้องหรือเปล่า อาหารที่มีแก๊สส่วนใหญ่จะเป็นพวกผักดิบ กระหล่ำปลี หอม กระเทียม อาหารนม และช็อกโกแลต หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกคาเฟอีน และแอลกอฮอล์
9. อาการเหนื่อย เป็นเรื่องปกติของครอบครัวที่มีสมาชิกใหม่ เพราะลูกอาจยังดูดนมถี่และตื่นบ่อย ยังนอนไม่เป็นเวลา เพราะกำลังปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ของเขาคุณแม่อาจจะหาเวลานอนตอนลูกนอน หรือให้คุณพ่อช่วยดูลูกไปก่อน เพราะถ้านอนไม่พอก็จะมีผลต่อการผลิตน้ำนม เรื่องงานบ้าน หรือการสังสรรค์อาจจะปล่อยวางไปบ้างก็ไม่ว่ากันค่ะ พอร่างกายปรับได้แล้วก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น
10. ถ้าหากท้องผูก พยายามอย่าทานยาช่วยถ่าย เพราะจะไปถึงลูกด้วยนะคะ ลองทานอาหารประเภทผักผลไม้ช่วยดีกว่า ถ้าจำเป็นต้องทานยาให้ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งและอย่าลืมระบุด้วยว่ายังให้นมลูกอยู่
11. อารมณ์ซึมเศร้าหลังคลอด เป็นเรื่องปกติ พยายามคุยกับคุณพ่อถึงเรื่องนี้ไว้ก่อนและบอกให้คอยให้กำลังใจด้วย อย่าเข้าใจว่าเป็นเรื่องส่วนตัว คุณพ่อจะได้ช่วยเตรียมตัวรับมือได้ถูก สำหรับตัวคุณแม่ก็พยายามให้คุณพ่อดูแลลูกบ้าง อาจจะออกไปเดินเล่นพร้อมกัน อย่าปฏิเสธความช่วยเหลือจากคนอื่น คุยกับคุณแม่คนอื่นๆ บ้าง (เราไม่ได้อยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้คนเดียว) ทานอาหารนอกบ้านและอย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ ก่อนคุณพ่อออกไปทำงานฝากดูลูกก่อน ในขณะที่คุณจะได้มีเวลาแต่งหน้าแต่งตัวให้สดชื่น
12. คำแนะนำที่แตกต่างกัน จากคนรอบข้างที่ผู้ปรารถนาดีเป็นเรื่องปกติค่ะ แทนที่จะรู้สึกหงุดหงิดหรืออึดอัด ให้รู้สึกดีเถอะค่ะ ว่ามีคนรักและห่วงลูกเราและตัวเราเยอะแยะ หากคำแนะนำต่างจากสิ่งที่คุณเชื่อ อย่าเพิ่งถกเถียงไป เงียบไว้ก่อนมาคิดดู หากมีโอกาสก็ค่อยๆ อธิบายเหตุผลของคุณ เรื่องการเลี้ยงลูกมีหลายทางเลือกไม่มีอะไรที่ถูกที่สุด และผิดที่สุดหรอกค่ะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ความสะดวกใจของคุณ ท้ายที่สุดลูกคนนี้ก็ลูกของคุณ การตัดสินใจเลือกอะไรให้ลูกอยู่ที่ตัวคุณเอง หากคุณมั่นใจว่าได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขาแล้ว เวลาจะเป็นสิ่งพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นค่ะ
13. ทำตัวให้สบายคลายเครียด เมื่อกลับถึงบ้านพยายามหามุมสงบพิเศษสำหรับคุณและลูกในช่วงให้นม ดูมุมที่มีบรรยากาศสบายๆ ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป มีเพลงฟังให้สบายอารมณ์ หาโต๊ะเล็กๆ พร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ สำลี อาทิ สำลีชุบน้ำต้มสุก กระดาษทิชชู น้ำดื่มสำหรับคุณแม่ หมอนหนุนแขน ถังขยะเล็กๆ ฯลฯ มาไว้ในระยะเอื้อมมือถึง มีที่ให้คุณพ่อมานั่งให้กำลังใจ คอยจับมือลูก เพราะเวลาให้นมเป็นเวลาพิเศษสำหรับครอบครัว พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนต่างๆ
นี่เป็นเพียงบางเหตุการณ์บางความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ในระยะหลังคลอด ซึ่งเป็นระยะเวลาที่คุณกับลูกน้อยเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ อันแนบแน่นของครอบครัวใหม่ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายแต่จะประทับรอยยิ้มไว้ในหัวใจคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ลืม
ที่มา..นิตยสารบันทึกคุณแม่